ปัญหาหลอดไฟ LED ที่ไม่ได้มาตรฐาน

ปัญหา หลอดไฟ LED ที่ไม่ได้มาตรฐาน และ เปรียบเทียบ หลอดมาตรฐานสูง !!

ความรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า ความจริงแล้วเป็นเรื่องที่อยู่รอบตัวเราและอยู่อย่างใกล้ชิดมาก เพราะฉะนั้นผู้ใช้งานทั่วไปอย่างเราๆ ก็ควรเสาะแสวงหาการเรียนรู้ ในการหาข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อนำมาเปิดโลกทัศน์ รวมทั้งสามารถเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านั้น เพื่อนำมาใช้งานให้มีความเหมาะสมมากที่สุด และถ้าคุณมีความรู้ ก็สามารถนำมาประยุกต์ ให้แก่ชีวิตของตัวเองให้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะในเรื่องของหลอดไฟ ที่หลายๆ คนมองข้าม เพราะคิดว่าหลอดไฟที่เราทุกคนใช้งานกันอยู่นี้ ก็เหมือนๆ กันหมด ไม่จำเป็นต้องใส่ใจในการเลือกมากเท่าไหร่ หากแต่ในความเป็นจริงแล้ว หลอดไฟเองก็มีความแตกต่างกันมาก ระหว่าง หลอดไฟ LED กับ หลอดไฟทั่วๆ ไป สำหรับวันนี้เราก็ได้นำความรู้ดีๆ ที่เกี่ยวกับหลอดไฟ LED มาฝากคุณกัน

ความแตกต่างระหว่างหลอดไฟ LED ที่มีคุณภาพกับ LED ที่ด้อยคุณภาพ 

โดยเฉลี่ยแล้วอายุการใช้งานโดยเฉลี่ยของหลอด LED นั้นจะอยู่ที่ 50,000 ชั่วโมง หรือประมาณเกือบ 6 ปี ซึ่งถือว่าเป็นอายุการใช้งานที่ยาวนานมาก แต่ไม่ใช่ว่าหลอด LED ทุกดวงจะมีอายุการใช้งานที่นานขนาดนี้ เพราะแน่นอนว่าสินค้าทุกประเภทย่อมมีทั้งสินค้าที่คุณภาพสูง และคุณภาพต่ำปะปนกันไป ซึ่งในบทความนี้ จะพูดถึงความแตกต่างของหลอด LED ทั้งสองแบบ เพื่อให้ทุกคนได้เห็นภาพมากขึ้น และเป็นตัวช่วยให้การพิจารณาในการซื้อหลอดไฟในครั้งต่อๆไป จะเป็นยังไงบ้าง ไปอ่านกันได้เลยกับบทความ ความแตกต่างระหว่างหลอดไฟ LED ที่มีคุณภาพกับ LED ที่ด้อยคุณภาพเพิ่มเติม

วิธีการดูหลอดไฟ LED ที่มีคุณภาพกับ LED ที่ด้อยคุณภาพดังนี้

น้ำหนัก

อาจจะฟังดูแปลกว่า น้ำหนักเกี่ยวอะไรกับสินค้ามีคุณภาพหรือไม่มีคุณภาพ แต่ว่านี้คือเรื่องแรกที่เราทุกคนควรจะให้ความสนใจเลยค่ะ เพราะว่าของบางอย่างยิ่งเบายิ่งดี แต่ต้องไม่ใช่กับหลอดไฟ LED เนื่องจากหลอดไฟ LED ที่ดี จำเป็นต้องใช้วัสดุจำพวกอลูมิเนียมที่มีความสามารถในการระบายความร้อนสูง ทำให้หลอดไฟ LED นั้นต้องมีน้ำหนักค่ะ

ชิป LED

เม็ดชิป LED หลายประเภท เช่น SMD COB เป็นต้น ซึ่งจะพูดกันจริงๆแล้ว เทคโนโลยี COB จะเป็นเทคโนโลยีที่ใหม่กว่า ถูกพัฒนาต่อจาก SMD มาติดๆ แต่ในผลิตภัณฑ์บางประเภท ก็ยังเลือกใช้ SMD มากกว่าเพราะทั้งสอง ต่างมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน ชิปของหลอด LED มีความสำคัญอย่างมากกับอายุการใช้งาน การที่ชิปมีขนาดใหญ่จะให้แสงที่สว่างและมีเสถียรภาพมากกว่า แต่ก็มีราคาที่แพงกว่าเช่นกัน

แหล่งจ่ายไฟ

ตัวจ่ายไฟ หรือ พาวเวอร์ซัพพลายด์ เป็นหัวใจสำคัญของหลอด LED การใช้วัสดุที่ไม่ได้มาตรฐาน และตัวเก็บประจุที่คุณภาพต่ำ จะทำให้อายุการใช้งานของหลอด LED ลดลง

คุณภาพแสง

อีกสิ่งหนึ่งสาเหตุของต้นทุนราคาแพงในการผลิตหลอดไฟ LED ก็คือ การเคลือบขาวด้วยสารฟอสเฟอร์ (Phosphor) ซึ่งเป็นการทำเพื่อให้แสงที่ออกมามีอุณหภูมิสีช่วง 3200-4600K และนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้หลอดไฟ LED นั้นมีค่า CRI (หรือ Ra) อันหมายถึงดัชนีความถูกต้องของสีสูงกว่าหลอดชนิดอื่นๆ ดังนั้น สีของวัตถุที่เรามองเห็นภายใต้หลอด LED ที่มีคุณภาพจะแทบไม่เพี้ยนไปจากของจริงนั่นเอง

แต่ด้วยความที่ราคาของฟอสเฟอร์ (Phosphor) ค่อนข้างสูง ทำให้ในหลอดไฟ LED คุณภาพต่ำอาจมีการลดต้นทุนด้วยการเคลือบฟอสเฟอร์ (Phosphor) เพียงเล็กน้อย หรือใช้สารเรืองแสงอื่นๆ ที่ถูกกว่า เช่น ฟลูออเรสเซนต์ (Fluorescence) ซึ่งก็ทำให้คุณภาพของแสงที่ได้นั้นด้อยกว่าเช่นกัน

การผลิตและงานประกอบ

สุดท้ายนี้ การประกอบหลอดไฟ LED เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ทั้งการออกแบบ รูปลักษณ์ และความแข็งแรง ในการเลือกซื้อหลอดไฟ LED คุณต้องหยิบมันขึ้นมาดูอย่างละเอียด งานประกอบภายนอกเองก็สามารถบอกถึงคุณภาพของหลอดไฟได้ เช่น หากพบว่าสีที่เคลือบอยู่ด้านนอกนั้นดูเลอะเทอะ ไม่เรียบร้อย มันก็มีโอกาสสูงที่วัสดุภายในจะไม่มีคุณภาพเช่นกัน

ซึ่งเราอยากให้คุณเปลี่ยนมุม มองใหม่ แล้วคุณจะพบกับความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงระหว่าง หลอดไฟธรรมดา กับ LED เช่น

1. หลอดไฟ LED สามารถใช้งานได้ยาวนานกว่าหลอดไฟธรรมดาทั่ว ๆ ไปได้เกือบ 6 เท่า

เพราะหลอดไฟทั่วไปจะสามารถให้แสงสว่างอยู่ที่ประมาณ 10,000 ชั่วโมง แต่สำหรับ หลอดไฟ LED สามารถใช้งานได้ยาวนานถึง 60.000 ชั่วโมงกันเลยยิ่งคุณเลือกใช้งานได้อย่างถูกต้องเหมาะสม จึงสรุปได้เลยว่าอายุการใช้งานของหลอดไฟ 2 ชนิดนี้แตกต่างกันมากเลยทีเดียว

2. หลอดไฟ LED ช่วยให้คุณประหยัดค่าไฟได้เกือบเท่าตัว

ด้วยคุณสมบัติที่สามารถให้อัตราแสงสว่างที่สูงกว่าหลอดไฟทั่วไป ทำให้ช่วยลดปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าลงได้เป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังให้แสงสว่างที่มีคุณภาพ มีอัตราการกระพริบที่สูง เป็นแสงสีขาวแท้ ช่วยให้คุณสามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ภายใต้แสงได้อย่างมีคุณภาพ สบายตา และไม่ต้องกังวลใจกับยอดค่าไฟในแต่ละเดือน

3. หลอดไฟ LED ปลอดภัยกว่าหลอดไฟธรรมดาทั่วไป

เพราะไม่มีทั้งรังสียูวี ที่จะทำร้ายผิวของคุณ หรือจะเป็นการระบายความร้อนที่ทำให้อุณหภูมิภายในห้องสูงขึ้นอย่างหลอดไฟทั่วไป ไม่มีสารพิษในหลอดไฟอย่างพวกสารปรอท เป็นหลอดไฟที่ปลอดภัยต่อคนใช้งานได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์กันเลยทีเดียว หลอดไฟชนิดนี้นอกจากปลอดภัยต่อผู้ใช้งานแล้วยังช่วยลดภาวะโลกร้อนที่ส่งผลร้ายต่อโลกของเราอีกด้วย

เปรียบเทียบ หลอดนีออน LED (หลอดแก้ว) กับ หลอดไฟ LED T8 INFINITE LED
เปรียบเทียบ หลอดนีออน LED (หลอดแก้ว) กับ หลอดไฟ LED T8 INFINITE LED

เป็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่าง หลอดไฟ LED กับ หลอดไฟธรรมดาทั่วไป ทั้งในแง่ของความทันสมัยและคุณสมบัติ แบบนี้คุณยังจะลังเลใจในการเลือกใช้งานเพื่อให้ประโยชน์ที่คุ้มค่าและให้แสงสว่างที่มีประสิทธิภาพอย่างหลอดไฟ LED แบรนด์ INFINITE LED อย่ารอช้าอีกเลยในการเลือกสรรหลอดไฟที่ดีที่สุดให้คุณได้ใช้งานกัน เพื่อให้คุณได้พบกับมิติใหม่ของแสงสว่าง ที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพกันอย่างแท้จริง ดีทั้งประสิทธิภาพและดีกับสุขภาพของผู้ใช้งานอีกด้วย  เป็นหลอดไฟที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้อย่างพึงพอใจสูงสุด อยากให้คุณเปิดใจและรับความนำสมัยของหลอดไฟ LED ที่เราการันตรีว่าไม่ทำให้คุณต้องผิดหวังอย่างแน่นอน

หลอด LED T8 (TUBE) ขั้ว G13 รุ่น ULTRASAVE 16W 2100 ลูเมน (LUMEN)

  • ใช้ไฟเพียง 16W เทียบกับ LED T8 ทั่วไป 18W
  • ได้ความสว่าง “เต็ม” 2100 ลูเมน แท้
  • LED CHIP ระดับโลก (OSRAM / SEOUL SEMI)
  • ผ่านมาตรฐานการทดสอบคุณภาพมากมาย เช่น มอก. LM79 LM80+TM21 และยังมีผลทดสอบอื่นๆ อีกมากมาย
  • วงจรป้องกันไฟกระชาก (Surge Protection) 2000V
  • รับประกันยาวนานถึง 3 ปี 
  • คุ้มค่า ทนทาน มาตรฐานสูง

หลอดไฟ T8 LED ขั้ว G13 รุ่น SUPERBRIGHT 24W 3600 ลูเมน (LUMEN)

  • ที่สุดของหลอดไฟ T8 สว่างกว่าหลอดทั่วไปกว่า 2 เท่า !!
  • ได้ความสว่าง “เต็ม” 3600 ลูเมน
  • ประสิทธิภาพความสว่าง (Lumen Effiency) สูงถึง 150lm/w
  • LED CHIP ระดับโลก (OSRAM / SEOUL SEMI)
  • ผ่านมาตรฐานการทดสอบคุณภาพมากมาย เช่น มอก. LM79 LM80+TM21 และยังมีผลทดสอบอื่นๆ อีกมากมาย
  • วงจรป้องกันไฟกระชาก (Surge Protection) 2000V
  • รับประกันยาวนานถึง 3 ปี 
  • คุ้มค่า ทนทาน มาตรฐานสูง

หลอดไฟ LED | โคมไฟ LED อื่นๆที่น่าสนใจ (Related Products)